30พ.ค.2550 ยุบพรรคไทยรักไทย ทำลายพรรคการเมืองประชาชน
วันนี้เมื่อ 14 ปีที่แล้ว คือวันประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย ที่ตุลาการรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร คมช. สั่งให้ #ยุบพรรคไทยรักไทย
.
พรรคการเมืองที่มีสมาชิกมากกว่า 14 ล้านคน
และได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งมากกว่า 18,993,073 เสียง
.
#ณวันนั้น ตั้งแต่เวลา 6 โมงเช้าเป็นต้นไป รายการโทรทัศน์แทบทุกช่อง วิทยุภูมิภาคทั้งหมด 53 คลื่น พร้อมใจโละผังรายการปกติแล้วให้เวลากับการถ่ายทอดสดและรายการพิเศษ ‘จับตาคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คดียุบพรรคการเมือง’
.
โรงเรียนดัง 11 แห่งที่อยู่ใกล้กับที่ตั้งศาลรัฐธรรมนูญและถนนราชดำเนิน ประกาศปิดโรงเรียนหยุดการเรียนการสอน , มีคำสั่งเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพื้นที่ใกล้เคียง พร้อมกับมีคำสั่งจากผู้มีอำนาจให้ตัดสัญญาณโทรศัพท์ในบริเวณนั้น ช่วงที่ตุลาการรัฐธรรมนูญพิจารณาคดี ถึงขั้นที่ฝ่ายรัฐบาล โดยโฆษกกระทรวงสาธารณสุข นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ออกประกาศเตือนให้ประชาชนติดตามรับฟังข่าวสารอย่างมีสติพร้อมรับมือกับความเครียดที่เกิดขึ้นจากคำตัดสิน
.
นี่คือวันประวัติศาสตร์ของการเมืองไทย
.
บริบทของสถานการณ์ในวันนั้น ตุลาการรัฐธรรมนูญ นัดอ่านคำวินิจฉัยตัดสินชะตา 5 พรรคการเมืองที่เกี่ยวเนื่องมาจากการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ประกอบด้วย 3 พรรคเล็ก (ประชาธิปไตยก้าวหน้า, พัฒนาชาติไทย แผ่นดินไทย) และ 2 พรรคการเมืองใหญ่ คือ ‘พรรคไทยรักไทย’ และ ‘พรรคประชาธิปัตย์’
.
โฟกัสหลักของสังคมในวันนั้นอยู่ที่ 2 พรรคใหญ่ โดย “พรรคไทยรักไทย’ ถูกกล่าวหาจ้างวานให้พรรคการเมืองอื่นลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาคะแนนเสียงไม่ถึง 20% ขณะที่ ‘พรรคประชาธิปัตย์’ ถูกกล่าวหาจ้างวานไม่ให้ผู้อื่นลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อหวังให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
.
ช่วง 3 เดือนก่อนหน้ากำหนดวันอ่านคำวินิจฉัย สื่อมวลชนและนักวิชาการต่างออกมาวิเคราะห์แนวโน้มของคำวินิจฉัย โดยหลายเสียงมองไปในทิศทางเดียวกันว่า พรรคไทยรักไทย ซึ่งเพิ่งถูก คมช.รัฐประหารล้มรัฐบาลที่นำโดย ดร.ทักษิณ ชินวัตร มาไม่นาน มีโอกาสสูงที่จะถูกสั่งให้ยุบพรรคและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค
.
นัยว่าเป็นการ ‘ล้างบางกระดานการเมืองไทยรักไทย’ และเป็นบทสุดท้าย ‘อวสานระบอบทักษิณ’
.
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกฝ่ายต้องจับตา เพราะเป็นอีกหนึ่งวันประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่จะชี้ให้เห็นแนวโน้มการเมืองในอนาคต หลายมิติ อาทิ …
.
#หนึ่ง – นี่คือการตัดสินชะตา 2 พรรคเมืองใหญ่ โดยพรรคไทยรักไทย ซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดจากประชาชนขณะนั้นมีสมาชิกพรรคมากกว่า 14 ล้านคน โดยในการเลือกตั้งปี 2548 ที่นำไปสู่การจัดตั้ง ‘รัฐบาลพรรคเดียว’ ครั้งแรกและครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยนั้น พรรคไทยรักไทยได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนด้วยคะแนนเสียงมากกว่า 18,993,073 เสียง ทำให้มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในสภา 377 ที่นั่ง เกิน 70% ในสภา ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคการเมืองเก่าแก่ที่แม้จะได้รับความนิยมจากประชาชนลดลงในช่วงนั้น แต่ก็มีสมาชิกพรรคเกินสิบล้านคน
.
#สอง – คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งทำหน้าที่วินิจฉัยคดียุบพรรคดังกล่าว ได้รับการแต่งตั้งขึ้นตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 มาตรา 35 ที่มีที่มาจากคณะรัฐประหาร คมช. เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ประชาชนและสื่อมวลชนในขณะนั้นจับตาเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคดียุบพรรคไทยรักไทย ที่ถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่คณะรัฐประหาร คมช. จะต้องกำจัดให้สิ้นซาก
.
#สาม – การยุบพรรคการเมืองไม่ได้หมายความเพียงแค่การยุติกิจการทางการเมืองของพรรคการเมืองเท่านั้น แต่จะมีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคที่ถูกสั่งให้ยุบ เป็นเวลา 5 ปีด้วย ซึ่งพรรคไทยรักไทยมีคณะกรรมการบริหารพรรค ที่ล้วนแต่เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นที่ชื่นชอบชื่นชมของประชาชน อีกทั้งยังมีนักการเมืองอาวุโสและคนรุ่นใหม่ รวมกันอยู่มากถึง 111 คน ซึ่งจะเท่ากับว่าทั้งหมดนี้จะไม่สามารถยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้อีกเป็นเวลา 5 ปี
.
13.30 น. ของวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 ตุลาการรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยยาว 89 หน้า สั่งให้ยุบพรรคไทยรักไทยด้วยข้อหาเป็นปฏิปักษ์ต่อประชาธิปไตย ถอนสิทธิคณะกรรมการบริหารพรรค 111 คน เป็นเวลา 5 ปี ขณะเดียวกันตุลาการรัฐธรรมนูญ ก็ได้มีมติ 9 ต่อ 0 ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์
.
หลังคำวินิจฉัยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า การยุบพรรคไทยรักไทยพร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคครั้งนี้ น่าจะเป็น “อวสานระบอบทักษิณ” และการเมืองไทยหลังจากวันนั้นจะไร้ซึ่งชื่อของ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร”
.
แต่คงไม่มีใครคาดคิดว่า นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ระยะเวลาผ่านมา 14 ปีเต็มแล้ว แต่ประชาชนกลับไม่เคยลืมว่าพวกเขาเคยได้มีชีวิต มีสิทธิและเสรีภาพ ภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ผ่านการนำของพรรคการเมืองที่ประชาชนเป็นผู้เลือกเข้ามาบริหารประเทศตามกติกาประชาธิปไตย ได้มีตัวแทนของประชาชนเข้ามาทำหน้าที่ในสภา และได้มีรัฐบาลของประชาชนที่คิดค้นและดำเนินนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องของประชาชนอย่างแท้จริง ที่สำคัญคือไม่มีอำนาจใด สามารถเพิกถอนความทรงจำของประชาชนในยุคทองของประชาธิปไตยไทยไปได้ …นี่คือสิ่งที่กำหนดชะตาประเทศ จากวันนั้นถึงวันนี้
.
ที่มา: หนังสือพิมพ์รายวัน
ไทยโพสต์ วันที่ 30 พฤษภาคม 2550
กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 30 พฤษภาคม 2550
บ้านเมือง วันที่ 31 พฤษภาคม 2550
วารสารรายสัปดาห์ ฐานเศรษฐกิจ วันที่ 31 พฤษภาคม 2550

บทความที่เกี่ยวข้อง

ประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค ยกระดับเศรษฐกิจไทย ให้ไกลถึงเวทีโลก
อ่านต่อ
ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2540 กติกาดี การเมืองมั่งคง ประเทศแข็งแรง
อ่านต่อ