‘ประภัสร์’ ชี้ เปลี่ยนป้ายสถานีกลางบางซื่อ 33 ล้านแพงไป เหตุไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ – ไม่ต้องผลิตใหม่ทั้งหมด ตั้งข้อสังเกตเหตุใดประวิงเวลาเปลี่ยนป้าย ธ.ค.หวังใช้วิธีประมูลผู้ติดตั้งแบบเฉพาะเจาะจงหรือไม่

นายประภัสร์ จงสงวน สมาชิกพรรคเพื่อไทย และอดีตผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ในรายการ Wake up thailand วันที่ 3 มกราคม 2566 ประเด็น “ 33 ล้านบาท เปลี่ยนชื่อป้ายสถานีกลางบางซื่อ แพงไปหรือไม่” โดยนานประภัสร์ ระบุว่า ราคาการเปลี่ยนป้ายดังกล่าวอาจจะแพงเกินไป โดยเฉพาะค่าสถาปัตยกรรมถึง 24 ล้านบาท ค่าทำตัวหนังสือแต่ละตัว แพงขนาดนั้นหรือ และสถานีนี้มีการติดตั้งป้ายมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อครั้งสร้างแล้วเสร็จ จึงเสนอแนะว่าควรให้ผู้รับเหมารายนั้นมาดูราคาการติดตั้งป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อป้ายแรก ตกลงราคากันไว้เท่าไหร่ ซึ่งการติดตั้งป้ายแบบ Curtain Wall แบบป้ายสถานีกลางบางซื่อ ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ ใช้การออกแบบติดตั้งผ่านคอมพิวเตอร์ได้ทั้งหมด เป็นการเพิ่มตัวอักษรจากชื่อเดิม เพราะคำว่า “สถานีกลาง” ไม่ต้องทำใหม่ ส่วนการติดตั้งไม่ยาก เป็นป้ายแบบเดียวกันกับป้ายสนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้ นายประภัสร์ ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า

1.มีการ “พระราชทานชื่อ” มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2565 หัวจดหมายระบุ “ด่วนที่สุด” ซึ่งโดยปกติด่วนที่สุด คือต้องดำเนินการไม่เกิน 1 สัปดาห์ แต่เหตุใดจึงมีการเร่งดำเนินการในเดือนธันวาคม 2565 ผ่านวิธีการประมูลแบบ “เฉพาะเจาะจง” ในเดือนธันวาคม ซึ่งวิธีการนี้เพิ่งมีขึ้นหลังการรัฐประหาร 2557 โดยรัฐสามารถเลือกได้ว่าจะว้าจ้างบริษัท โดยไม่มีคู่แข่งในการประมูล

2.การชี้แจงของการรถไฟแห่งประเทศไทยในยุคปัจจุบัน เป็นการชี้แจงที่ผิดปกติหรือไม่ เพราะไม่มีผู้รับผิดชอบโดยตรงด้านการก่อสร้างออกมาชี้แจง หากตนยังเป็นผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย สิ่งแรกที่จะดำเนินการคือ ตนพร้อมผู้รับผิดชอบโครงการจะออกมาชี้แจงผ่านสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ และเปิดเอกสารค่าใช้จ่ายต่อสาธารณชน เพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม

สำหรับสถานีกลางบางซื่อ มีการอนุมัติการก่อสร้างในปี 2553 และเซ็นต์สัญญาก่อสร้างในปี 2556 ในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ส่วนนายประภัสร์ เป็นผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย ถูกออกแบบให้เป็นสถานีรถไฟครบวงจร ทั้งรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ รถไฟชานเมือง ในขณะนั้นถูกปรับแบบการก่อสร้างครั้งใหญ่ เพื่อรองรับรถไฟความเร็วสูง ทั้งการปรับแบบทางวิ่งช่วงบางซื่อ-รังสิต จาก 3 เป็น 4 ทาง เพื่อให้รถไฟทางไกลสามารถวิ่งสวนกันได้โดยไม่ต้องจอดหลีก และเนื่องจากสถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีรถไฟขนาดใหญ่ ต้องใช้กระแสไฟฟ้าในปริมาณมาก จึงวางแผนให้มีการติดตั้งโซลาร์เซล เพื่อให้จ่ายค่าไฟฟ้าน้อยที่สุด สามารถประหยัดงบประมาณได้ในระยะยาว และสามารถขายกระแสไฟฟ้าได้ จะทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยได้กำไรมาใช้หนี้ได้อีกด้วย แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไป นับตั้งแต่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในขณะนั้นยึดอำนาจ