พรรคเพื่อไทย ร่วมอภิปรายร่างพระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนกลาโหม พ.ศ. ….
นำโดย นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ นางสาวลินธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อและรองเลขาธิการพรรค นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อและรองโฆษกพรรค นางสาวชญาภา สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ดและรองโฆษกพรรค และร่วมอภิปรายว่าเนื่องจากกองทัพมีนโยบายรับจำนวนพลเรือนเพิ่มขึ้นเพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ที่มีวิชาชีพเฉพาะเช่น การเงิน แพทย์ พยาบาล แต่จะไม่มียศทางทหาร จึงจำเป็นต้องกำหนดอัตราเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นโดยเทียบอิงกับโครงสร้างเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนทั่วไป ซึ่งจะเป็นการช่วยในการเพิ่มจำนวนพลเรือนลดจำนวนหรือปิดอัตราทหารในบางสายงาน ในสัดส่วนที่สมดุล โดยไม่เป็นการเพิ่มอัตราหรือตำแหน่งและต้องไม่เป็นภาระด้านงบประมาณเพิ่มเติม อันเป็นการลดความเหลื่อมล้ำ และยังเป็นกระบวนการปรับตัวของกองทัพเพื่อให้มีความกระทัดรัดคลอ่งตัวอีกตามนโยบายปฏิรูปกองทัพอีกด้วย
.
[แยกโครงสร้างพลเรือนออกจากทหาร]
.
นายสุทิน คลังแสง กล่าวว่าต้องทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อนเพราะคนนึกแต่ว่าเพิ่มจำนวนทหารหรือไม่ เพราะจริงๆ แล้วโครงสร้างแต่เดิมของกลาโหมนั้น ไม่ว่าคนจะทำในตำแหน่งใดๆ จะต้องเป็นข้าราชการทหารทั้งหมด พูดง่ายๆ เข้ากระทรวงกลาโหมก็สีเขียวหมด คราวนี้เราก็เรียกร้องกันให้ปฏิรูปกองทัพ ปฏิรูปนายพล
.
เมื่อคราวผมเข้าไปเป็นผู้บริหารกระทรวงนี้ ก็พบว่า นายพลที่บอกว่ามีมากนั้น มากอย่างไร ก็พบว่า ช่วงหนึ่งเรามีสงครามกับเพื่อนบ้าน มีสงครามเย็นเราก็รับสมัครทหารเข้ามาเยอะ พอสงครามหมดทหารเราก็เห็นเขาไม่จำเป็นนั้นส่วนหนึ่ง
.
อีกส่วนหนึ่งเราชอบไปเปรียบเทียบกับต่างประเทศ แต่ในหลายประเทศนายพลเขาน้อย เพราะ เขาแยกแยะตำแหน่ง ตำแหน่งที่ไม่ได้รบ ก็ไปเติบโตไปในตำแหน่งอื่นที่ไม่ใช่นายพล แต่ของเรา คนเป็นหมอไม่ได้รบ แต่ก็ต้องเติบโตไปถึงนายพล หมายถึงถ้าเขาเป็นข้าราชการทหาร สูงสุดก็เป็นนายพล ไปเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นี่คือเหตุผล
.
พอตนเป็น รมต.คราวนั้น ก็เลยไปดูว่า นายพลเยอะด้วยเหตุใด ก็พบว่า หมอ ก็เป็นนายพล ครูอาจารย์สอนในโรงเรียนนายร้อยก็เป็นนายพล ขรก.ธุรการก็โตไปเป็นนายพลเพราะฉะนั้นทุกตำแหน่งเป็นนายพล เพราะฉะนั้น เราจึงไปดูเทียบกับกระทรวงอื่น เราต้องเอาตำแหน่งให้ภารกิจ และภารกิจนั้นต้องได้เงินเหมาะสมด้วย
.
[ใครไม่ใช่กำลังรบ ให้เป็นพลเรือน]
.
ดังนั้น เราจึงคิดว่า เราควรแยกคนเหล่านี้ให้ออกไปเป็น ขรก.พลเรือน ใครฝ่ายรบ ก็ไป ขรก.ทหารไปเป็นนายพล แต่ถ้าใครไม่ใช่ฝ่ายรบ ฝ่ายอื่นเช่นหมอ ครู ธุรกิจ นักวิชาการ ก็แยกไปเป็นพลเรือน
ถ้าเช่นนี้ เราก็จะเห็นโครงสร้างที่ตรงมากขึ้น และจำนวนนายพลก็จะลดลงได้จริง
.
[ทำกฎหมายรองรับพลเรือนให้ชัดเจน]
.
เมื่อโครงสร้างนี้เกิด คนที่จะโอนย้าย เขาก็มีปัญหาว่าไหนละบัญชีเงินเดือน โครงสร้างตำแหน่งจะไปถึงไหน มีกฎหมายรองรับหรือไม่ นี่จึงมี พ.ร.บ.ฉบับนี้เพื่อให้รองรับ เพื่อให้เขาได้สมัครใจเพื่อปรับเลื่อนมาเป็นพลเรือนได้ในอนาคต
.
[ไม่เพิ่มคน ไม่เพิ่มงบ ปรับกองทัพให้กระชับ]
.
นางสาวลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ กล่าวว่าในการปรับโครงสร้างเพื่อแยกเงินเดือนของพลเรือนในสังกัดกระทรวงกลาโหม รัฐบาลเข้าใจดี ถึงภาระผูกพันของงบประมาณ เงื่อนไขสำคัญของรัฐบาลในวันนี้มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่
.
(1) ต้องไม่ทำให้จำนวนข้าราชการเพิ่มขึ้น
.
(2) ต้องไม่ทำให้งบประมาณเพิ่มขึ้น และ
.
(3) ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อข้าราชการทหารที่มีอยู่ในระบบปัจจุบัน
.
เพราะฉะนั้น ในทางกลับกัน ร่างกฎหมายฉบับนี้ คือก้าวสำคัญ ของการปรับขนาดของกองทัพให้กระชับขึ้น โดยรักษาบุคลากรทหารในกิจการทหาร แต่ไม่ลดทอนศักยภาพด้านความมั่นคงของประเทศ ไปพร้อมกันกับดึงดูดพลเรือนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านอื่น ๆ เข้ามาตามหลักการ
จัดสรรบุคลากรตามความเชี่ยวชาญ
.
[พลเรือน-ทหาร เท่าเทียม ลดเหลื่อมล้ำ]
.
ดังนั้น ร่าง พ.ร.บ.ฉบับบนี้ จึงเป็นการพัฒนาโครงสร้างประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม พัฒนากองทัพให้ทันสมัยด้วยการทำงานร่วมกันของข้าราชการทหารและพลเรือนให้สำเร็จได้ร่วมกัน สอดคล้องกับแนวทางการบริหารราชการแบบธรรมาภิบาล มุ่งเน้นความโปร่งใสและเป็นธรรม
.
“ดิฉันยืนยันว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเข้ามาเพื่อปรับปรุงโครงสร้าง เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น ตอบสนองต่อบริบทปัจจุบัน และประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนเพราะเราคิดใหญ่และเราทำเป็น” สส.ลิณธิภรณ์ กล่าว
.
[ลดจำนวนทหาร]
.
ด้านนางสาวขัตติยา สวัสดิผล กล่าวอภิปรายถึงความเข้าใจผิดเรื่องที่กฎหมายนี้จะเพิ่มจำนวนทหารหรือเพิ่มเงินเดือนทหารนั้น ต้องบอกว่า กฎหมายฉบับนี้ จะไม่ได้นำไปสู่การเพิ่มอัตรากำลังพลในส่วนของข้าราชการทหาร แต่จะเป็นทางเลือกหนึ่งในการช่วยกระชับจำนวนของทหารอาชีพ ด้วยการลดจำนวนหรือปิดอัตราของทหารในบางสายงานที่จะรับเพิ่มในอนาคต และจะมีการเปิดรับอัตราของข้าราชการพลเรือนกลาโหมในแต่ละวิชาชีพเพิ่มแทน ซึ่งเป็นตำแหน่งงานที่ไม่จำเป็นต้องมียศของกองทัพ และไม่ต้องใช้ทักษะทางด้านการทหารในการทำงาน
.
[เพิ่มความหลากหลายในองค์กร]
.
นอกจากนี้ นางสาวขัตติยา ยังชี้ให้เห็นข้อดีในอีกประการหนึ่ง ว่าการเปิดรับตำแหน่งพลเรือนให้เข้าไปทำงานร่วมกับทหารในกองทัพเพิ่มมากขึ้น การทำเช่นนี้ จะเป็นการช่วยส่งเสริมความหลากหลายภายในองค์กร และจะช่วยทำให้วัฒนธรรมการทำงานร่วมกันระหว่าง พลเรือน-ทหาร ภายในกองทัพยิ่งเข้มแข็งขึ้นไปอีก ซึ่งจะเป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของกองทัพเอง ในยุคสมัยโลกที่เปิดกว้างและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอีกด้วย
.
#พรรคเพื่อไทย

บทความที่เกี่ยวข้อง

‘จักรพล ตั้งสุทธิธรรม’ ประธาน กมธ. วิสามัญฯ ยืนยัน เร่งพิจารณา ‘ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ คืบหน้าแล้ว 85% เชิญทั้งตัวแทนรัฐ เอกชน นักวิชาการ ผู้มีส่วนได้เสียถกเข้มข้น รวมถึงข้อสังเกตจากวาระ 1 มาพิจารณาให้รอบคอบทุกประเด็น คาดเสร็จส่ง สภาฯ ถกในวาระ 2-3 ได้ภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้
อ่านต่อ