“อนุดิษฐ์” ชี้ กิจกรรมวิ่งไล่ลุง สะท้อนคนไม่ยอมทน “ระบอบประยุทธ์” ตอกย้ำรัฐบาลหมดความชอบธรรมบริหารประเทศ

(13 ม.ค. 63) น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีคนเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุงเป็นจำนวนมาก เกินกว่าที่ผู้จัดได้คาดการณ์เอาไว้ สะท้อนให้เห็นว่ากระแสไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จุดติดแล้ว ซึ่งนอกจากจะมีคนรุ่นใหม่และชนชั้นกลางเข้าร่วมจากหลากหลายสาขาอาชีพแล้ว การที่สื่อต่างประเทศมาเกาะติดรายงานข่าวหลายสำนักแสดงให้เห็นว่า เขามองกิจกรรมดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทย

ซึ่งสาเหตุที่มีคนจากหลากหลายอาชีพเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง เกิดจากการไม่ยอมทนกับ “ระบอบประยุทธ์” ที่อยู่มากว่า 5 ปี แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ โดยเห็นว่าคำมั่นสัญญาต่างๆที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยให้ไว้ไม่สามารถทำได้จริง เป็นเพียงวาทกรรมในการสืบทอดอำนาจ โดยเฉพาะนโยบายในช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่เป็นเพียงลมปาก จนถึงขณะนี้หลายเรื่องก็ยังไม่ได้ทำ

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้คนเห็นหมดแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ดีไปกว่านักการเมืองที่ตัวเองเคยกล่าวหา แถมการจัดตั้งรัฐบาลก็ยังรวบรวมมาจากสารพัดนักการเมืองที่ตัวเองเคยประณาม ซึ่งคนส่วนใหญ่เห็นแล้วว่ากลไกกติกาต่างๆที่ พล.อ.ประยุทธ์ สร้างขึ้น ล้วนบิดเบี้ยว ไม่ใช่ความปรารถนาดีต่อบ้านเมือง แต่เป็นไปเพื่อการสืบทอดอำนาจเท่านั้น ยังไม่นับรวมเรื่องสองมาตรฐานที่สังคมคงเห็นได้อย่างชัดเจนแล้ว

“ตอนนี้คนเดือดร้อนจากปัญหาเศรษฐกิจ ทำมาหากินด้วยความยากลำบาก ค้าขายขาดทุน การค้าตกต่ำ ซึ่งคนเริ่มสัมผัสได้แล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ ยิ่งอยู่ยาว เศรษฐกิจยิ่งแย่ลง ปัญหาสังคม การปล้นจี้ หรือฆ่าตัวตายจากพิษเศรษฐกิจเกิดขึ้นเป็นรายวัน ไม่นับรวมปัญหาคอร์รัปชันที่มีมากขึ้นตามอายุของรัฐบาล พวกเขาจึงมาวิ่งเพื่อส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาล”

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้ประชาชนต้องการคนที่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ มีความรู้ความสามารถ เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป จึงไม่แปลกที่จะมีคนเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก เพื่อส่งเสียงไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่าพวกเขาจะไม่ทนกับรัฐบาลนี้อีกต่อไป และเชื่อว่าจะมีคนเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
 
“พรรคเพื่อไทยและพรรคแนวร่วมฝ่ายค้านจะนำเจตนารมณ์ของกลุ่มวิ่งไล่ลุง ไปอภิปรายไล่ลุงในสภาต่อไป เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หมดความชอบธรรมที่จะอยู่บริหารประเทศท่ามกลางซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจเช่นนี้”
.