TPP ความตกลงทางเศรษฐกิจที่มาแรงที่สุด

“ ยุทธศาสตร์อีกประการหนึ่ง คือ ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership: TPP) ที่นำโดยประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกแล้ว 12 ประเทศ มีรายได้ประชาชาติรวมกันมากกว่าร้อยละ 40 ของรายได้ประชาชาติของโลก”

ดร.ทักษิณ ชินวัตร
สถาบันนโยบายโลก (World Policy Institute)

ข้อตกลงการค้าเสรีปัจจุบันมีกรอบการเจรจาหลายกรอบอย่างมาก โดยความตกลงทางการค้าล่าสุดที่มาแรงและเป็นความตกลงทางการค้าที่จะทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในปัจจุบันต่อประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไปในอนาคต นั่นก็คือ “ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก” หรือ Trans – Pacific Partnership (TPP) ที่นำโดยสหรัฐอเมริกา ที่เวลานี้มีประเทศเข้าร่วมแล้ว 12 ประเทศและกำลังเป็นความตกลงทางการค้าที่มี GDP รวมกันสูงที่สุดในโลก หรือ 40% ของ GDP โลก

อะไรคือ TPP มีความสำคัญอย่างไร

TPP เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐอเมริกาในการยืนยันว่ายังเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ที่มีความมั่นคงเป็นอันดับ 1 ของโลก โดยสหรัฐอเมริกาต้องการให้มีการเปิดเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศสมาชิกในกลุ่มเอเปค มาตั้งแต่ปี 2541 โดยมีการหารือกันเฉพาะกลุ่มโดยมีออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ ชิลี และสหรัฐฯ แต่ความเห็นที่แตกต่างกันจึงเหลือเพียง 2 ประเทศคือ นิวซีแลนด์และสิงคโปร์ที่เจรจาในระดับทวิภาคีสำเร็จ ในเวลาต่อมาชิลีได้เข้าร่วมลงนาม โดยเวลานั้นเรียกความตกลงว่า “Pacific Three Closer Economic Partnership – P3 CEP” ต่อมาเมื่อบรูไนได้เข้าร่วมในปี 2548 จึงได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น TPP

ความสำคัญของ TPP ถูกขยายความสำคัญมากขึ้นเมื่อสหรัฐฯได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในปี 2552 จนปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วมแล้ว 12 ประเทศ ประกอบไปด้วยสหรัฐฯ ญี่ปุ่น แคนาดา ชิลี เม็กซิโก เปรู ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไนและเวียดนาม  โดยกรอบความตกลงครอบคลุมประเด็นทางการค้าที่มีมาตรฐานสูง 5 ประการด้วยกันคือ

1)  ยกเลิกภาษีนำเข้าและมาตรการกีดกันทางการค้าที่มิใช่ภาษีทั้งสินค้าและบริการ

2)  เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานและการผลิต

3)  ครอบคลุมประเด็นที่คาบเกี่ยวกัน ประเด็นที่สอดคล้องร่วมกันด้านกฎระเบียบ การแข่งขัน และการส่งเสริม SMEs

4)  ส่งเสริมการค้าและการลงทุนในสินค้าและบริการที่เป็นนวัตกรรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุค Digital Economy รวมถึงสินค้าและบริการสิ่งแวดล้อม (Green Technologies)

5)  ตอบสนองต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงทางการค้าในอนาคต รวมทั้งการเปิดรับสมาชิกใหม่

ความตกลง TPP จะมีขอบเขตอย่างกว้างขวาง (Comprehensive) ครอบคลุมประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการค้าทั้งหมด รวมถึงประเด็นที่คาบเกี่ยวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดต้นทุน เสริมสร้างการค้าในระดับภูมิภาค ส่งเสริมให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีส่วนร่วมในการค้าระหว่างประเทศ และส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และยกระดับมาตรฐานการครองชีพ

ด้วยกลไกการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ที่มีการวางไว้ในรูปของสถาปัตยกรรมภูมิภาค ที่เน้นการเจรจาในรูปของภูมิภาคอาเซียนแล้วทำการบวกประเทศที่ต้องการเจรจาเข้ามา ประกอบกับในแต่ละประเทศมีการทำข้อตกลงการค้าในรูปของ FTA กับประเทศคู่ค้าในแบบทวิภาคีอยู่แล้ว แต่ยังมีเงื่อนไขบางประการที่การเปิดการค้าเสรียังไม่บังคับสินค้าบางประเภท เช่น สินค้าเกษตร สิทธิบัตรยาที่หมดอายุแล้ว เป็นต้น  ทำให้ยังมีข้อติดขัดในการเจรจาเข้าร่วม TPP อยู่ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย

แต่อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมความตกลงทางการค้า TPP  ยังมีความสำคัญกับประเทศและมีความจำเป็นอย่างสูงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในอนาคต เพราะประเทศที่ลงนามเข้าร่วม TPP ล้วนแล้วแต่มีบทบาทในการนำเงินเข้ามาลงทุนทั้งทางตรง หรือ FDI และเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนทางอ้อมในรูปสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น สหรัฐฯ และสิงคโปร์ โดย 3 ประเทศนี้มีเงินเข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงมาก สัดส่วนคิดเป็น 55.49% ของการลงทุนทั้งหมดจากต่างประเทศ (ตัวเลขปี 2010 จากกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ)

ขณะเดียวกันประเทศคู่แข่งที่สำคัญของไทยในการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนเช่นเวียดนามหลังจากได้ลงนามเข้าร่วม TPP แล้ว ได้กลายเป็นแหล่งดึงดูดการลงทุนแห่งใหม่ ซึ่งย่อมส่งผลสำคัญโดยตรงต่อการลงทุนในประเทศไทยอย่างแน่นอน และจะส่งผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขัน ประสิทธิภาพการผลิต การจ้างงาน และดุลการค้าของประเทศในระยะยาว 

แน่นอนว่าการเข้าร่วมความตกลงการค้า TPP มีเงื่อนไขที่อาจส่งผลต่อธุรกิจและอุตสาหกรรม รวมทั้งประเด็นทางสังคมและคุณภาพชีวิตของคนไทยด้วย จึงจำเป็นต้องศึกษาลงลึกในรายละเอียดที่จำเป็นต่อการเจรจา เพราะความตกลงนั้นขึ้นกับว่าประเทศไทยสามารถเจรจาความตกลงให้สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศได้มากน้อยเพียงใด แต่เราก็ไม่อาจจะตกขบวนความตกลงเศรษฐกิจTPP นี้ไปได้ เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ส่งผลเสียหายในระยะยาวต่อประเทศไทยเป็นอย่างมาก.



อ้างอิง : กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ

SCB Economic Intelligence Center

Siam Intelligence Unit