“กิตติรัตน์” ชี้ เศรษฐกิจดีหรือไม่ดูที่ความคึกคักในการจับจ่าย ถ้าความมั่นใจไม่เกิดเงินลงทุนก็ไม่มา


Q: เศรษฐกิจดีหรือไม่ดีเราจะมองได้จากอะไร?

A: ดูได้จากความคึกคักในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ความจริงเวลาเราบอกเศรษฐกิจดีหรือไม่ดี สิ่งที่เราเรียกว่าเศรษฐกิจมหภาค หมายถึง เรื่องที่ผู้ค้าขายทั้งหลาย เขาสามารถที่จะทำให้คนมาซื้อสินค้ามากน้อยแค่ไหน แล้วเวลาที่เศรษฐกิจไม่ดี มันจะเป็นลูกโซ่ คือ เมื่อคนหนึ่งขายของยากให้คนคนหนึ่ง คนที่จะรอรับรายได้จากคนนั้น มีรายได้น้อยลง เขาก็จะมีเงินเหลือไปจับจ่ายใช้สอยกับคนอื่นน้อยลงไป ก็จะวนเป็นงูกินหาง  สิ่งที่สังเกตได้คือ ไปตามสถานที่มีคนจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ถ้าหากว่าจำนวนผู้คนเบาบางลง หรือว่าสังเกตุได้ว่ามีคนเดิน แต่ว่าถุงใส่สินค้ามาใส่น้อยลงไป  เราก็จะเห็นว่าเศรษฐกิจน่าจะมีปัญหา

วิธีการแก้ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นจนเกินไปนัก คือ ถ้ารัฐบาลสังเกตุเห็นสิ่งเหล่านี้ได้ รัฐบาลก็จะดำเนินการโดยการอัดฉีดเงินเข้าไปสู่ในระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไปสู่ผู้มีรายได้น้อยด้วยวิธีการต่างๆ มีมากมายหลายวิธี ทั้งในกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมเมือง ทั้งคนที่อยู่ในสังคมการเกษตร กลุ่มผู้ที่ทำงานประจำ กลุ่มผู้ที่ทำงานอิสระ ถ้าหากว่าทำอย่างนี้ได้ เรามีรายได้ที่มาจากการอัดฉีดของภาครัฐ จะเกิดการหมุนเวียนจับจ่ายใช้สอยได้ ทำให้เศรษฐกิจซึ่งอาจจะไม่ค่อยดีนัก สามารถที่จะกลับมาสู่ในภาวะที่ดีพอสมควรได้ด้วย

Q: ถ้ายุคนี้คนมีเงินเก็บจำนวนหนึ่งสมควรที่จะลงทุนอะไรดี?

A: คนมีเงินเก็บอดไม่ได้หรอกนะครับที่อยากจะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่ว่าอย่าลืมว่า ถ้าหากอยากจะได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้น มันก็ตามมาด้วยความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย  การที่จะฝากเงินไว้กับระบบสถาบันการเงินหรือสถาบันการเงินต่างๆ ก็ทราบกันดีว่าผลตอบแทนในเรื่องของดอกเบี้ยน้อยมากในขณะนี้ แต่ความมั่นคง ความปลอดภัยสูง  การมีเงินออมในรูปแบบต่างๆ เป็นเรื่องต้องศึกษากันแล้วก็ให้ความสำคัญ การออมด้วยวิธีการประกันชีวิตที่มีระบบการออมก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง เพราะว่าการประกันตรงนั้น จะตามมาด้วยในกรณีที่เราได้รับปัญหา ไม่ว่าเราประสบอุบัติเหตุหรือมีปัญหาเรื่องสุขภาพ จะสามารถได้รับการชดเชย ผลตอบแทนอาจจะไม่ได้มาในรูปแบบของดอกเบี้ย แต่จะมาในรูปแบบของการชดเชยช่วยดูแลค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน

การออมอีกวิธีหนึ่ง คือ การเลือกสินทรัพย์ชนิดอื่นๆที่มีอยู่ เช่น ทอง ก็เป็นวิธีการหนึ่งในการออม ทองเป็นสินทรัพย์ที่จะขยับราคาขึ้นได้ในภาวะเศรษฐกิจที่มีความสอดคล้อง การออมโดยวิธีที่ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เป็นการออมอีกวิธีหนึ่ง การออมโดยวิธีการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่ง การซื้อหุ้นรายตัวเป็นเรื่องที่ยาก ถ้าศึกษาดีก็พอทำได้ แต่หากว่าไม่มีเวลาศึกษามากก็มีระบบกองทุนรวม ซึ่งมีหุ้นต่างๆให้ลงทุน ก็มีคำกล่าวแบบติดตลกว่า  คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น นายทุนเล่นที่ แต่คนที่มีความรู้ความคิดดีๆ ก็อาจจะซื้อตราสาร

ดังนั้นการที่กระจายความเสี่ยงต่างๆเหล่านั้น มันเป็นเรื่องที่น่าคิด ถ้ามีมากต้องคิดให้ครบ แต่ถ้ามีจำกัดหน่อย ก็ยังสามารถทำได้ เช่น เราบอกว่า เราลงทุนในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ แต่มันมีกองทุนรวมประเภทอสังหาริมทรัพย์ ที่เราสามารถลงทุนได้เหมือนกัน ข้อแนะนำ คือ กระจายความเสี่ยงออกจากการออมประเภทเดียว การออมประเภทเดียวที่มีความปลอดภัยสูง ผลตอบแทนต่ำ แต่ถ้าจะกระโดดออกจากการออมนั้นไปสู่โอกาสสูงขึ้น ความเสี่ยงก็จะตามมา วิธีแก้ก็คือ กระจายไปในหลายๆวิธีรวมๆกัน

Q:มองทิศทางทางการเงินในปีนี้ยังไงบ้าง?

A: ทิศทางทางการเงินของโลก มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวดีขึ้น ข้อเป็นห่วงซึ่งไม่ใช่เป็นแง่มุมในด้านเศรษฐกิจ คือเรื่องของความสงบของโลก ที่มีข่าวตื่นเต้นให้ตามกันอยู่เรื่อยๆ ถ้าหากปราศจากประเด็นพวกนี้ ทิศทางการเงินของโลกมีแนวโน้มที่ดีขึ้น จะสังเกตุเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินสกุลหลักๆในโลกนั้น มีแนวโน้มจะสูงขึ้น มากกว่าที่ทรงตัวหรือลดลง อันนี้เป็นกระจกส่องว่าเศรษฐกิจโลกเป็นในทิศทางที่ดีขึ้น ของไทยมีเรื่องที่น่าสังเกตคือ ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา  ประเทศรอบๆเราในแถบอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV ได้แก่ เขมร ลาว เมียนม่าร์ และเวียดนาม  มีอัตราการขยายตัวที่ดี  ในขณะที่ประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวที่ต่ำ ไม่อาจมองเป็นอย่างอื่นได้ คือ ความไม่มั่นใจที่เกิดขึ้นและมีความเกี่ยวโยงกับภาวะการเมืองในประเทศ

ดังนั้นในระยะสั้นผมคิดว่าเรายังคงต้องระมัดระวังตัวเราเองต่อไป แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้น  และต้องประคับประคองในช่วงเวลานี้จนกว่าทิศทางทางการเมืองจะชัดเจนจนเป็นที่พอใจกับนักธุรกิจ โดยเฉพาะนักธุรกิจต่างประเทศ