“ 8 มีนาคม 2561 วันสตรีสากล : ผู้หญิง กับบทบาทในการพัฒนาประเทศ ”

8 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันสตรีสากล หรือทั่วโลกรู้จักในชื่อ “International Women's Day” ซึ่งจะมีการเฉลิมฉลองทั่วโลก และถือเป็นวันในการรณรงค์เกี่ยวกับสิทธิสตรี ต่อต้านความรุนแรงทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเพิ่มบทบาทสตรีต่อการพัฒนาโลก

พรรคเพื่อไทยซึ่งเป็นหนึ่งในสถาบันพรรคการเมือง ซึ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด ไม่ว่าจะเป็น การจัดให้มีการรณรงค์ให้มีการให้ความสำคัญกับสิทธิสตรี การยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก มีทัศนคติที่มองเพศทุกเพศอย่างเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ หรือในทางรูปธรรมที่มีการให้สัดส่วน ส.ส.ที่เป็นผู้หญิงในสภาเพิ่มขึ้น และยังเป็นพรรคการเมืองแรกที่มีผู้นำที่เป็นผู้หญิงและยังขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

ในธีมงานปีนี้ พรรคเพื่อไทยได้เน้นไปที่บทบาทผู้หญิงกับการพัฒนาประเทศ วันนี้เราได้รับเกียรติพิเศษในการสัมภาษณ์นักการเมืองรุ่นใหม่ในการให้ความคิดเห็นและมุมมองต่อเรื่องสตรีในการพัฒนาประเทศ จาก 3 ท่าน คือ ดร.ลีลาวดี วัชโรบล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ,นางสาวขัตติยา สวัสดิผล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และ นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย


ดร.ลีลาวดี วัชโรบล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย 

Q : “ผู้หญิงรุ่นใหม่” สามารถมีบทบาทในการพัฒนาประเทศได้อย่างไร ?
A: ผู้หญิงรุ่นใหม่สามารถมีบทบาทในการพัฒนาประเทศได้ทุกมิติ เพราะเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้ทุกเพศ ทุกวัย สามารถเข้าถึงความรู้ การแสดงความคิดเห็นของผู้หญิง ซึ่งเคยถือเป็นเสียงเล็กๆ ในอดีต แต่ปัจจุบันกลับเป็นเสียงที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับ  ดังนั้น เทคโนโลยีก้าวไกลในโลก Social media ของผู้หญิงยุคใหม่ คือ คำตอบที่ “ใช่” สำหรับเวทีออกมาเรียกร้อง “ความเสมอภาคและความยุติธรรม”

Q : ในยุคปัจจุบัน ท่านคิดว่าสังคมไทยยังมีอคติต่อผู้หญิงในการเข้ามาพัฒนาประเทศ หรือไม่?
A : “อคติเกิดจาก ความรัก ความเกลียด ความกลัว และความไม่รู้” สังคมไทยยังคงมีบรรยากาศของการนำข้อมูลที่เกิดจากข่าวลือ ข่าวลวง นำมาสร้างเป็นวาทกรรม ทำให้คนในสังคมยังคงมีอคติต่อการทำงานโดยเพศหญิง แต่ในความเป็นจริง ข้อมูลจริง สามารถสร้างภาพลักษณ์ และทัศนคติใหม่ๆเพื่อนำไปแก้ไขข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือคำลวงโลกต่างๆผ่าน โลก ของ Social media เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และสามารถใช้เป็นช่องทางที่สตรีจะออกมาเรียกร้อง ความเสมอภาคและความยุติธรรมได้



นางสาวขัตติยา สวัสดิผล อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย

Q : ท่านคิดว่า ความเท่าเทียมทางเพศเป็นเช่นใดในปัจจุบัน และมีแนวทางใดเพื่อให้ผู้หญิงมีสิทธิมีเสียงในสังคมเพิ่มมากขึ้น และในมิติทางกฎหมายเป็นเช่นใดในฐานะที่ท่านเป็นนักกฎหมาย?
A: ในฐานะที่ดิฉันเป็นนักกฎหมาย เห็นว่าปัจจุบันความเท่าเทียมทางเพศมีแนวโน้มที่ดีขึ้น กฎหมายหลายๆ ฉบับของไทยได้รับการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้ผู้หญิงมีสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค เท่าเทียมกับผู้ชายแล้ว สอดคล้องกับวิวัฒนาการของสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทเป็นผู้นำและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้สังคม

“ต่อจากนี้จึงเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเราเองนี่หล่ะ ที่จะต้องคอยพัฒนาความรู้ พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับตัวเราเอง”

Q : ท่านคิดว่าในแง่ของการปฏิบัติและทัศนคติของคนในสังคมเป็นเช่นไร?
A: แม้กฎหมายจะอำนวยให้ผู้หญิงมีความเท่าเทียมกับผู้ชายแล้วก็ตาม แต่ปัญหาที่ยังพบเห็นในทุกวันก็คือเรื่องความรุนแรง ที่ผู้หญิงมักตกเป็นเหยื่อของการกดขี่และล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งในบ้าน ที่ทำงาน หรือแม้แต่ในที่สาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้ก็อยากจะขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนให้ยุติการใช้ความรุนแรงและการข่มขู่คุกคามทางเพศต่อผู้หญิง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพวกเราคนไทยทุกคนค่ะ


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย

Q : ในยุคปัจจุบัน ท่านคิดว่าสังคมไทยยังมีอคติต่อผู้หญิงในการเข้ามาพัฒนาประเทศ หรือไม่?
A : ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จากยุคสมัยที่สตรีทั่วโลกได้ต่อสู้ผ่านหลายยุคหลายสมัย จากที่ต้องต่อสู้เพื่อสิทธิด้านการทำงานและสวัสดิการที่เสมอภาค ต่อสู้เพื่อสิทธิในการเลือกตั้งที่เท่าเทียม วันนี้คำว่า “สิทธิสตรี” มาไกลมากจริงๆ ต้องแสดงความยินดีกับผู้หญิงทุกๆท่าน และเรื่องนี้ก็มิใช่เรื่องแปลกใหม่

ทั่วโลกมีผู้นำประเทศเป็นผู้หญิง เช่น ในเยอรมันมีนางแองเกลา เมอร์เคิล ในอังกฤษมีนายกฯ เทเรซา เมย์ ในไต้หวัน บังกลาเทศ นอร์เวย์ โปแลนด์ นิวซีแลนด์ ต่างมีหรือเคยมีผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง หรือในไทยเอง ท่านอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็เป็นตัวอย่างที่จับต้องได้

Q : ในยุคปัจจุบัน ทัศนคติที่คนมองสตรีเป็นเช่นไร และในการศึกษาทั่วโลกเป็นเช่นไร?
A : ตัวอย่างจากการศึกษาในต่างประเทศ พบว่า การวัดประสิทธิภาพ (Efficiency) ของผู้นำที่เป็นผู้หญิงเปรียบเทียบกับผู้ชายแล้ว ผู้นำสตรีมีประสิทธิภาพมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ จุดแข็งของผู้นำสตรีที่มีมากกว่าอย่างชัดเจนเช่น การมีความคิดริเริ่มใหม่ (Initiative) คุณธรรมและความสุจริต (Integrity and Honesty) และความสามารถในการจุดประกายและให้กำลังใจผู้อื่น (Inspire and Motivate)

สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีติดตัวผู้หญิงเกือบทุกคนมาโดยธรรมชาติอยู่แล้ว สิ่งที่ผมคิดว่าต้องเสริมมีเพียงแค่ ความมั่นใจในตนเองและความกล้าที่จะพูดและแสดงออก ขอเพียงเชื่อมั่นในความสามารถและสิทธิของตัวเอง ประกอบกับโลกที่เปลี่ยนไป สังคมที่สื่อสารเชื่อมต่อกันทางโลกออนไลน์ จะเป็นอาวุธสำคัญที่ผู้หญิงทุกคนสามารถใช้เป็นช่องทางในการขับเคลื่อนความคิดและตัวตน และนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคม