จดหมายจากใจ "ภูมิธรรม เวชยชัย" เลขาธิการพรรคเพื่อไทยถึง "อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์" และพี่น้องประชาชน

นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้เขียนจดหมายเปิดผนึกถึง ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และคอลัมนิสต์ชื่อดัง จากกรณีที่ ศ.ดร.นิธิได้เขียนบทความเผยแพร่สู่สาธารณะเรื่อง “จดหมายเปิดผนึกถึงพรรคเพื่อไทย”  โดยนายภูมิธรรมได้เขียนจดหมายจากใจ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ถึง ‘อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์’ และประชาชน มีรายละเอียดดังนี้

ผมได้อ่านจดหมายของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อย่างตั้งใจ ด้วยความตระหนักรู้ถึงความปรารถนาดีของอาจารย์ ซึ่งถือเป็นกัลยาณมิตรต่อพรรคเพื่อไทย ขอขอบคุณอย่างยิ่งต่อทุกความเห็น และจะนำไปขบคิดต่ออย่างจริงจัง

ผมมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยอย่างแน่วแน่มั่นคงไม่น้อยไปกว่าพรรคใด

การต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้ประเทศหลุดพ้นจากอำนาจเผด็จการยังคงเป็นจุดมุ่งหมายที่สำคัญของพรรคเราไม่เปลี่ยนแปลง

ที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยผ่านการร่วมชะตากรรมกับพี่น้องประชาชนที่รักเรา เชื่อมั่นและโอบอุ้มปกป้องเรามาโดยตลอด เราสำนึกและตระหนักดีว่าเราเป็นสถาบันทางการเมืองที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของเขา

และขอให้มั่นใจได้ว่าเราจะไม่มีวันทรยศต่อประชาชนและละทิ้งภารกิจที่พี่น้องประชาชนมอบหมายให้ได้

แม้นอาจมีบางท่านมองว่า ระหว่างหนทางนั้น พรรคเพื่อไทยอาจยังไม่สามารถดำเนินการทางการเมืองได้ตามต้องการ และไม่สามารถตอบสนองความคาดหวังของประชาชนได้ทั้งหมด

แต่ผมยังยืนยันว่า ภายใต้อุปสรรคและข้อจำกัดต่างๆ นั้น พรรคยังคงยึดมั่นในประชาชนและหลักประชาธิปไตยไม่เปลี่ยนแปลง

และจะไม่ยอมรับการเมืองที่เป็นการตกลงกันเพื่อประโยชน์ร่วมของชนชั้นนำโดยละเลยหรือไม่คำนึงถึงประโยชน์ที่ประชาชนพึงได้รับอย่างยุติธรรม

การต่อสู้เพื่อคัดค้านอำนาจและกลไกการรัฐประหารที่เกิดขึ้นของพรรคเพื่อไทยนั้นที่ผ่านมามีหลากหลายรูปแบบ
หากแต่ตั้งอยู่บนความระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะหลีกเลี่ยงความรุนแรงและไม่ก่อให้เกิดเหยื่อทางการเมืองใหม่ๆ เพิ่มขึ้น

นั่นมิได้หมายความว่าเรายอมรับ นิ่งเฉย หรือคุ้นชินกับระบบเผด็จการที่คุกคามประชาชนมาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา จนหลงลืมไปว่าเจตนารมณ์ของพรรคที่เรายึดมั่นกันมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนนั้น คือการเป็นส่วน
หนึ่งในการร่วมสร้างสังคมที่ทุกคน ทุกฝ่าย ต่างก็ยอมรับและเคารพในสิทธิที่แต่ละคนพึงมี หรือพึงเลือกเพื่อกำหนดอนาคตของตนเองได้

ดังนั้น ภารกิจของพรรคต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นใหม่นี้ จึงยิ่งมีความสำคัญในฐานะของกระบวนการสร้างประชาธิปไตยในสังคมไทยอีกครั้ง

ในขณะที่พรรคกำลังจะลงสนามแข่งขันในการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่พิกลพิการและเต็มไปด้วยกลไกสุดพิสดารนั้น

ผมเห็นด้วยกับ อ.นิธิว่าพรรคการเมืองที่วางตนเป็นฝ่ายประชาธิปไตย มีความจำเป็นต้องยึดมั่นในยุทธศาสตร์การร่วมมือกันเพื่อสร้างพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง

การร่วมมือกันของประชาชนและผู้รักประชาธิปไตย การประสานทุกกลุ่มพลังเข้าเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” ร่วมกัน จึงเป็นภารกิจที่จำเป็นยิ่งในการหลุดพ้นจากระบบเผด็จการและสถาปนาความเป็นประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด

การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจึงถือเป็น “การเลือกตั้งเชิงยุทธศาสตร์” ที่ไม่ใช่การต่อสู้แข่งขันกันเองของพรรคการเมืองเท่านั้น แต่หมายถึงการร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่พรรคการเมืองต้องเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง และระดมสรรพกำลังทางยุทธศาสตร์ให้เข้ามามีบทบาทร่วมกันในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประเทศและโครงสร้างการบริหารและกลไกต่างๆ เพื่อเพิ่มบทบาทและสัดส่วนของฟากฝ่ายประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเองและประเทศในหลากหลายมิติ

ซึ่งถือเป็นหัวใจของนโยบายที่พรรคยึดถือมาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยการดำเนินการภายใต้พรรคไทยรักไทย

สุดท้าย ผมต้องขอขอบคุณต่อประเด็นคำถามและข้อสังเกตของท่านที่ให้พรรคเราได้มีโอกาสทบทวนความคิดและตรวจสอบตัวเองอย่างจริงจังอีกครั้ง

ผมขอยืนยันอีกครั้งว่า หากพรรคได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชน ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เด็ดขาด พรรคจะมุ่งมั่นสร้างนโยบาย มาตรการ กลไก และกระบวนการแก้ไขปัญหาในสังคมตามเจตนารมณ์ที่ประชาชนมอบให้

และขอยืนยันจุดยืนของพรรคที่ชัดเจน คือ การแก้ไขทบทวนกติกาและกฎหมายต่างๆ ที่มีลักษณะบั่นทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน ขัดหลักนิติธรรม และขัดหลักความเป็นประชาธิปไตย โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ 2560 และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี หากผลไม่เป็นไปตามที่กล่าวมาข้างต้นนั้น พรรคก็จะยังคงเป็นพรรคการเมืองที่ยึดโยงกับประชาชนและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

และพร้อมทำหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด


ที่มา :  www.matichonweekly.com