“จักรพงษ์” ชี้ให้จับตา สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จวนชนเพดาน กู้ต่อก็ไม่ได้ การคลังวิกฤตเข้าสู่ทางตัน

(20 เมษายน 2564) นายจักรพงษ์ แสงมณี กรรมการบริหารและทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทยกล่าวว่านับตั้งแต่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ เข้ามาบริหารประเทศ พรรคเพื่อไทยได้ออกมาเตือนถึงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง เช่น ทฤษฎีกบต้มที่นาย พิชัย นริพทะพันธุ์ คาดการณ์ไว้ การใช้มาตรา 44 ที่ขาดเหตุผลและไม่รอบคอบจนทำให้ภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติขาดความเชื่อมั่น และการใช้เงินงบประมาณจำนวนมากมาแจกจ่ายอย่างขาดยุทธศาสตร์ทางการคลัง จนนำมาสู่รากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศที่อ่อนแอและเปราะบาง

ปีงบประมาณ 2563 ได้มีการระบาดของโควิด-19 การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้กว่าสามแสนล้านบาท ซึ่งสูงอย่างน่าตกใจ คือสูงกว่าร้อยละ 10 ของยอดรวมงบประมาณ แต่ยังโชคดีที่ยังมีวงเงินกู้ตามกรอบของ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ ในปีนั้นให้กู้เงินจำนวนกว่าสามแสนล้านบาทมาเติมยอดขาดดุลงบประมาณ

นายจักรพงษ์ กล่าวอีกด้วยว่าในปีงบประมาณ 2564 ผ่านมาครึ่งปีงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะสามารถจัดเก็บได้ตามเป้า ปัญหาที่กำลังจะเริ่มเกิดกับภาวะการคลังคือ รัฐบาลจะไม่สามารถกู้เพื่อชดเชยการจัดเก็บรายได้ที่ไม่เข้าเป้ารุนแรงแบบที่เคยทำในปีก่อนได้อีก เพราะยอดเงินกู้แทบจะชนเพดานตามกฎหมายแล้ว หวยเลยจะต้องไปออกที่การลงทุนภาครัฐ บางโครงการที่จะไม่สามารถดำเนินการได้ แต่คาดว่าโครงการซื้ออาวุธคงไม่ถูกตัดทั้งๆ ที่ควรถูกตัดเป็นอันดับแรก การลงทุนภาครัฐมีความสำคัญมากต่อระบบเศรษฐกิจไทยเพราะเป็นเครื่องมือเดียวของรัฐบาลที่จะสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ หากการลงทุนภาครัฐสะดุด ย่อมส่งผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว ปัญหาที่จะตามมาคือ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ก็จะสูงขึ้นตามจนชนเพดาน ร้อยละ 60 ของ GDP ซึ่งเป็นเพดานตามกฎหมายของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง เป็นตัวชี้วัดถึงภาวะทางการคลังของประเทศเข้าสู่วิกฤตแล้ว รัฐบาลจะไม่สามารถกู้เงินมาชดเชยการจัดเก็บรายได้ที่ไม่เข้าเป้าได้โดยง่ายอีกต่อไป ส่งผลให้ต้องตัดงบฯ ลงทุนหรือไม่มีงบฯ ที่จะเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด19 สิ่งที่รัฐบาลกำลังจะจำเป็นต้องทำก็คือการแก้ไข ประกาศกำหนดสัดส่วนสำคัญตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง ให้รัฐบาลสามารถกู้เงินจำนวนมากมากอบกู้สถานการณ์ ซึ่งผมเห็นด้วยที่จะต้องแก้ไขเพื่อนำพาประเทศให้หลุดพ้นวิกฤตนี้ และผมเชื่อว่าภาคนักวิชาการ และภาคธุรกิจก็เห็นด้วยที่จะต้องแก้ไขผ่อนปรนกฎเหล็กที่ใช้ในการควบคุมวินัยการคลังลงตามความจำเป็นเมื่อประเทศใกล้สู่ทางตัน แต่คนที่แก้ต้องไม่ใช่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเป็นผู้นำพาประเทศเข้าสู่ทางตันนี้อย่างไม่น่าให้อภัยท่านเป็นผู้นำรัฐบาลที่ใช้เงินงบประมาณไปแล้วกว่า 20 ล้านล้านบาท โดยมาจากยอดเงินกู้จำนวนมหาศาล แต่ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโต อย่างมีเสถียรภาพ และมีการกระจายรายได้ที่ดีได้แล้ว ยังตกต่ำอ่อนแอในแทบทุกด้านอย่างไม่น่าให้อภัย

“พล.อ. ประยุทธ์ อาจจะเก่งในการคุมกองทัพ หรืออาจจะเคยเก่งในการรบหรือไม่ผมไม่ทราบ แต่สถานการณ์ตอนนี้ ท่านไม่ใช่คนที่จะนำพาประเทศฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและสังคม ครั้งนี้อย่างแน่นอน ผมจึงอยากเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือยุบสภาเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เลือกคนที่มีความสามารถมานำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยไม่กลายเป็นรัฐล้มเหลวไปเสียก่อน” นายจักรพงษ์กล่าว